การกระทำอย่างไรเป็นละเมิด ประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ มาตรา420 ได้บัญญัติไว้ว่า
"ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงเเก่ชีวิตก้ดี ร่างกายก้ดี อนามัยก้ดี เสรีภาพก้ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก้ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดเเทนเพื่ิอการนั้น" [1]
ในบทบัญญัติเเห่งมาตรา 420 นี้จะห็นได้ว่าการกระทำใดจะเป็นละเมิด การกระทำนั้นจะต้องเข้าตามหลักเกณฑ์ที่เเยกออกได้ ดังนี้ คือ
1.ผู้ใดกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
2.ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย
3.บุคคลอื่นได้รับความเสียหายเเก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินย์หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด
4.มีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำเเละผลของการกระทำ
ดังนั้นการกระทำใดที่ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์ครบทั้ง4ข้อนี้ การกระทำนั้นก้ยอมไม่เป็นการละเมิดตามหลักทั่วไป ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดเพื่อละเมิด ตามมาตรา 420
___________________________________________________________________________
หลักเกณฑ์ข้อที่ 1. ผู้ใดกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
1.1 ความหมายของคำว่า "ผู้ใด"
ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่า " ผู้ใด " ในมาตรา 420 หมายถึงบุคคลใด ผู้ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งหมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยให้สังเกตว่าการทำละเมิดเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลเป็นผู้กระทำเท่านั้น
กรณีบุคคลธรรมดา ย่อมหมายถึง บุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บรรลุนิติภาวะหรือไม่ จะเป็นผู้มีจิตปกติหรือไม่ จะมีร่างกายสมประกอบหรือไม่ ก็ตาม
กรณี นิติบุคคลนั้น ต่างเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่านิติบุคคลย่อมฟ้องหรือถูกฟ้องได้ ถ้าพฤติการเป็นที่ปรากฏว่านิติบุคคลนั้นเป็นผู้ถูกทำละเมิดหรือเป็นผู้ทำละเมิด
1.2 อย่างไรเรียกว่า "การกระทำ"
"การกระทำ" หมายความถึง การแสดงความรู้สึกนึกคิดภายในใจของตนออกมาให้บุคคลทั่วไปทราบ โดยการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าโดยทางใด จะโดยทางกิริยา อาการ วาจา หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ และผู้แสดงนั้นได้รู้สึกสำนึกในการเคลื่อนไหวของตน
แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยเมาสุราจนไม่รู้สึกตัวหรือผู้เยาว์อายุ 4-5 เดือน เคลื่อนไหวร่างกายไปทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์ของผู้อื่น ทั้งนี้เเล้วไม่ถือว่าเป็นการกระทำเพราะไม่รู้สึกตัวใน
การเคลื่อนไหวของตัวเอง
กล่าวโดยสรุปคือ "การกระทำ"ต้องเป็นการกระทำ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
"กระทำโดยจงใจ" คือ กระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตน ถ้ารู้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดผลเสียหายเเก่เขาเเล้วก็ถือเป็นการกระทำโดยจงใจ ส่วนผลเสียหายจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใดไม่สำคัญ [2]
"กระทำโดยประมาท" คือ กระทำโดยไม่จงใจ เเต่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่จะใช้ [3] ซึ่่งในการวินิจฉัยความรับผิดของผู้กระทำความเสียหายนั้นจะต้องเปรียบเทียบกับบุคคลที่มีความระวังตามพฤติการณ์เเละตามฐานะในสังคมเช่นเดียวกับผู้กระทำความเสียหายว่าถ้าหากบุคคลผู้ที่ถูกสมมุติขึ้นนั้นอยู่ในฐานะเดียวกับผู้กระทำความเสียหายเเล้วควรจะกระทำอย่าไร [4]
1.3 การกระทำโดยงดเว้น
หมายถึง การงดเว้นไม่กระทำการที่ตนมีหน้าที่ต้องทำเพื่อป้องกันผลนั้น [5]
การไม่กระทำการตามหน้าที่ สามาถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. หน้าที่ตามกฏหมาย คือ กฏหมายบัญญัติให้บุคคลมีหน้าที่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วบุคคลนั้นงดเว้นไม่กระทำจึงก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น เช่น กฏหมายบัญญัติว่า บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หรือบุตรที่บรรลุนิติภาวะเเล้ว เเต่ทุพพลภาพเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่อุปการะเลี้ยงดูจนผู้มีสิทธิได้รับอุปการะเลี้ยงดูได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นละเมิด [6]
2. หน้าที่ตามสัญญา คือ ได้มีการตกลงกันว่าจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วคู่สัญญาไม่
กระทำการเช่นนั้น เช่น ดำรับจ้างสมาคมว่ายน้ำให้คอยช่วยเหลือผู้ว่ายน้ำ ดำเห็นคนมาฝึกว่ายน้ำกำลังจะจมน้ำตาย ดำปล่อยให้จมน้ำตายดังนี้ ดำมีความผิด
3. หน้าที่ตามวิชาชีพ คือ ผู้งดเว้นกระทำการที่มีหน้าที่อันเกิดจากวิชาชีพของตนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ถือว่าผู้นั้นทำละเมิด
4. หน้าที่ตามความสำคัญที่เกิดจากการกระทำครั้งก่อนของตน คือ การที่แต่เดิมไม่มีหน้าที่อะไร แต่ตนได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งโดยพฤติการณ์ก่อให้เกิดหน้าที่ขึ้น ซึ่งเมื่อได้ก่อให้เกิดหน้าที่แล้วจะต้องจัดการต่อไปให้สำเร็จลุล่วง เช่น ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เเพทย์เห็นผู้เจ็บปวยก็เข้าช่วยเหลือรักษาพยาบาลอันมิใช่หน้าที่ีตามกฏหมายหรือสัญญาหากเข้าช่วยเเล้วงดเว้นไม่ทำหน้ามที่ให้ตลอด ฏ็ย่อมเป็นการงดเว้น[7]
__________________________________________________________________________
หลักเกณฑ์ข้อที่ 2. กระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฏหมาย
2.1 กระทำต่อผู้อื่น
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำต่อตนเองแล้ว กฏหมายไม่ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่ถ้าการกระทำต่อตนเองนั้นเป็นที่เดือดร้อนต่อบุคคลอื่นหรือเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ตนเองแล้ว การกระทำดังกล่าวอาจเป็นละเมิด จะเห็นได้ว่าคำว่าผู้อื่นในที่นี้จะต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้
2.2 กระทำผิดกฏหมาย
คำว่า"ผิดกฏหมาย" มิได้หมายความถึงการที่ไม่ได้ทำตามกฏหมายกำหนดไว้ หรือทำการฝ่าฝืนกฏหมายเท่านั้น เเต่ยังรวมถึงการกระทำที่เป็นการล่วงสิทธิ์ของผู้อื่นที่มีอยู่ตามกฏหมายทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยผู้กระทำไม่มีสิทธิ์ที่จะทำได้หรือไม่มีข้อที่จะแก้ตัวตามกฏหมายได้
การกระทำที่ถือเป็นการผิดกฏหมายมีดังนี้
1. มีกฏหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด
2. ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่ถ้าได้ทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยไม่มีอำนาจอันชอบทำที่จะกระทำได้
2.3การใช้สิทธิอันจะมีเเต่ก่อให้เกิดความเสียหายเเก่ผู้อื่น
การที่่ผู้กระทำมีสิทธิที่จะกระทำ เเต่ได้ใช้สิทธิของตนไปในทางที่ทำให้เกิดความเสียหายเเก่ ผู้อื่น ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฏหมาย
การใช้สิทธิที่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยผิดกฎหมาย มีดังนี้
1.การใช้สิทธิโดยเเกล้งหรือโดยไม่สุจริต คือผู้มีสิทธิได้ใช้สิทธิของตนทั้งๆที่ทราบว่าตนไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้สิทธินั้น เเต่จะมีผู้อื่นเสียประโยชน์ ผู้ใช้สิทธิมุ่งต่อผลเสียหายของบุคคลอื่นเเต่เพียงฝ่ายเดียว
2.การใช้สิทธิเกินส่วนหรือโดยปราศจากความชอบธรรม คือผู้มีสิทธิได้ใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ของตน เเต่ประโยชน์ที่ตนได้รับมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายของผู้อื่นที่รุนเเรงมาก
2.4การฝ่าฝืนกฏหมายทำให้เกิดความเสียหายเเก่บุคคลอื่น
การกระทำที่ฝ่าฝืนบทบังคับของกฎหมาย เเละก่อให้เกิดความเสียหายเเก่บุคคลอื่น ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการอันมิชอบด้ววยกฏหมาย ซึ่งหน้าที่ในการนำสืบในศาลว่าการกระทำใดเป็นการอันมิชอบด้วยกฏหมาย จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่ยื่นฟ้อง ถ้าฝ่ายผู้เสียหายไม่อาจนำสืบได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการอันมิชอบด้วยกฏหมายเเล้วก็ย่อมไม่ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการละเมิด
2.5ข้อยกเว้นที่ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิด
เเม้ว่าการกระทำจะเป็นความผิดดีงที่กล่าวมาเเล้ว เเต่ถ้าผู้กระทำมีอำนาจที่จะกระทำได้ ก็ไม่ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดกฏหมาย หากการกระทำเข้ากรณีดังนี้
1.กฏหมายให้อำนาจ
2.เเม้ว่ากฏหมายบัญญัติไว้ว่าการกระทำเป็นเป็นความผิด เเต่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิด หรือที่เรียกกัน นิรโทษกรรม นั้นเอง
3.ความยินยอมของผู้เสียหาย
**กรณีที่ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม[8]
1.มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นอย่างเเท้จริงเเละเเจ้งชัด จำเป็นต้องกระทำก่อนได้รับความยินยอม
2.ในกรณีวิญญูชนย่อมให้ความยินยอม
3.ผู้กระทำไม่รู้หรือไม่มีเหตุควรรู้ว่าผู้ถูกกระทำจะไม่ให้ความยินยอมถ้ามีโอกาสถามเขา
________________________________________________________________________
หลักเกณฑ์ข้อที่ 3 บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย
3.1 "เสียหาย" เป็นอย่างไร
การกระทำไม่ว่าเป็รการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นการล่วงสิทธิของบุคคลอื่นโดยผิดกฏหมาย ทำให้เขาได้รับความเสียหายเเละยังรวมถึง การขาดผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับหรือการเป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือชีวิต แหรือสิทธิต่างๆ
การกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายนั้นถือเป็นละเมิด
3.2ลักษณะของความเสียหาย
1.ความเสียหายนั้นมีลักษณะที่เเน่นอน หมายถึง ในขณะที่ฟ้องคดีนั้น บุคคลผู้ถูกละเมิดได้รับความเสียหายเเล้ว เป็นความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจน ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะการกระทำนั้น เเละเป็นความเสียหายที่ไม่ไกลเกินกว่าเหตุ
2.ต้องเป็นความเสียหายตามกฏหมาย คือต้องเป็นความเสียหายที่กฏหมายยอมรับ ซึ่งอาจคำนวณเป็นตัวเงินได้หรือไม่ก็ได้
3.เป็นความเสียหายในปัจจุบันหรือจะเป็นความเสียหายที่เกิดในอนาคตก็ได้โดยควมเสียหาย ต้องไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนการมีละเมิด ทั้งนี้ ความเสียหายในอนาคตนั้น บางครั้งเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ เเต่หากได้เกิดขึ้นเพราะการละเมิดเเล้ว ผู้เสียหายก็ย่อมได้รับค่าเสียหายเช่นกัน
3.3ความเสียหายต้องเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใด อย่างหนึ่ง
1."เสียหายเเก่ชีวิต" หมายถึง การกระทำต่อบุคคลอื่นอันทำให้บุคคลนั้นถึงเเก่ความตาย โดย ชีวิต ในที่นี้ไม่รวมถึงการสาปสูญตามกฏหมาย
2."เสียหายเเก่ร่างกาย" หมายถึง การกระทำที่ทำให้ร่างกายของบุคคลอื่นได้รับความเจ็บปวด หรือเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไป ไม่ว่าอวัยวะนั้นจะอยู่ภายในหรือภายนอก ทั้งนี้รวมถึงการทำให้ประสาทได้รับอันตราย ไม่ว่าอันตรายนั้นจะสาหัสหรือไม่ก็ตาม
3."เสียหายเเก่อนามัย" หมายถึง การที่ทำให้ร่างกายของผู้อื่นเสื่อมสุขภาพไป หรืออาจเป็นการบั่นทอนสุขภาพจิต เเละ สุขภาพจิตประสาท
4."เสียหายเเก่เสรีภาพ" หมายถึง เสรีภาพในการเคลื่อนไหวโดยการข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการหรือจำต้องอยู่ใต้สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่นไว้โดยไม่มีอำนาจตามกฏหมาย
5."เสียหายเเก่ทรัพย์สิน" หมายถึง การกระทำต่อตัวทรัพย์สินของบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียหรือขาดประโยชน์ผิดไปจากธรรมดา หรือทำให้รูปร่างของทรัพย์สินนั้นบุบสลายไป
6."เสียหายเเก่สิทธิ" หมายถึง การกระทำละเมิดที่ทำให้เกิดความเสียหายเเก่สิทธิของผู้อื่น ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ อันมีกฏหมายบัญญัติรับรองคุ้มครองสิทธินั้นๆไว้
_________________________________________________________________________
หลักเกณฑ์ข้อที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการกระทำ
การวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการกระทำนั้น มีการเเยกพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้1.ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล
คือ การที่จะต้องพิจารณาว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้กระทำละเมิดนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำโดยผิดกฏหมายเเละโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของบุคคลนั้นหรือไม่
2.ผลที่จำเลยทำให้เกิดขึ้น ต้องไม่ไกลเกินกว่าเหตุ
คือ การพิจารณาว่าอะไรเป็นผลของอะไร ซึ่งการเกิดเหตุอันใดอันหนึ่งอาจก่อให้เกิดผลใดๆมากมายหลายประการเกี่ยวโยงกันเป็นลูกโซ่ จนไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่าผลเหล่านี้ไม่ด้เกิดจากเหตุดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ขึ้นเป็นทฤษฎีสำคัญ 2 ทฤษฎี ดังนี้
1.ทฤษฎีความเท่ากันเเห่งเหตุ หรือ ทฤษฎีเงื่อนไข มีหลักอยู่ว่า หากไม่มีการกระทำที่ถูกกล่าวหาเเล้ว ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น ที่ว่า"เท่ากันเเห่งเหตุ" นั้นหมายความว่า เหตุทุกเหตุนั้นมีความหมายเท่ากัน เพราะถ้าไม่มีเหตุทุกประการประกอบกันเเล้ว ความเสียหายย่อมไม่เกิดขึ้น[9]
-ข้อดีของทฤษฎีนี้ คือ ง่ายต่อการวินิจฉัยว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดจากการกระทำผืดของจำเลยหรือไม่
-ข้อเสียของทฤษฎีนี้ คือ จำเลยอาจต้องรับผิดในผลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดทั้งๆที่ผลนั้นอาจจะไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดจากเหตุอันเเรกคือการกระทำผิดของจำเลยได้ ซึ่งจะทำให้จำเลยต้องรับผิดมากเกินไป
2.ทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสม มีหลักอยุ่ว่า บรรดาเหตุทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลเสียหายนั้นผู้กระทำจะต้องรับผิดเฉพาะเหตุที่ตามปกติย่อมก่อให้เกิดผลนั้นขึ้น[10]
-ข้อดีของทฤษฎีนี้ คือ เป็นทฤษฎีที่ตรงกับหลักวินิจฉัยในเรื่องความประมาทเลินเล่อของจำเลยตาม พฤติการณ์
-ข้อเสียของทฤษฎีนี้ คือ เป็นการจำกัดผลที่เกิดจากการกระทำผิดของจำเลย ให้จำเลยต้องรับผิดอยู่ภายในวงที่จำเลยอาจคาดเห็นเท่านั้น ซึ่งทำให้ขัดกับความเป็นจริงในบางกรณี เเละไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกกระทำ
กล่าวโดยสรุปคือ เหตุที่ว่าเป็นผลโดยตรงของการละเมิดก็คือ หลักตามทฤษฎีความเท่ารกันเเห่งเหตุเเละผลหรือทฤษฎีเงื่อนไข ส่วนที่ว่าไม่ไกลเกินกว่าเหตุ หมายความว่า ไม่มีเหตุสอดเเทรกหรือเหตุเเทรกเเซงอื่นมาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลขาดตอนลง[11]
**ทฤษฎีที่ใช้ในกฎหมายไทย**
ทฤษฎีที่ใช้ในกฏหมายไทยได้นำหลักเกณฑ์ทั้งสองทฤษฏีมาใช้ร่วมกัน โดยนำทฤษฎีความเท่าเทียมกันเเห่งเหตุหรือทฤษฎีเงื่อนไขมาใช้เป็นหลักเบื้องต้น เเล้วนำทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสมมาเป็นข้อยกเว้นในกรณีที่มีเหตุเเทรกซ้อนเข้ามาคั่นกลางระหว่างเหตุต้นกับผลสุดท้าย กล่าวคือจะดูผลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆว่าผลที่เกิดขึ้นมานั้นเกิดเพราะเหตุเเรกเหตุเดียวหรือมีเหตุอื่นมาเเทรกเข้าไปด้วย ถ้าปรากฏว่าได้มีเหตุอื่นมาเเทรกจนกระทั้งเหตุเเรกหมดความสำคัญลงเช่นนี้ถือว่าผลที่เกิดขึ้นต่อๆไปหลังจากมีเหตุเเทรกซ้อนนั้น ผู้ก่อเหตุเเรกไม่ต้องรับผิดเเต่ถ้า เหตุสอดเเทรกเป็นเหตุที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้หรืออาจคาดเห็นได้อยุ่เเล้ว เช่นนี้ผู้เป็นต้นเหตุคนเเรกยังต้องรับผิดอยู่
_______________________________________________________________________________
[1] มีที่มาจากประมวลกฏหมายเเพ่งเยอรมัน มาตรา823 ซึ่งมีคำเเปลเป็นภาษาอังกฤษว่า A person who wilfully or negligently injures the life,body,health,freedom,property,or other right of another contrary to law is bound to compensate him for any damage arising therefrom.
[2] จิตติ ติงศภัทิย์,"คำอธิบายประมวลกฏหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ บรรพ2" จัดพิมพ์โดยเนติบัญฑิตยสภา พศ2503 หน้า 470.
[3] ไพจิตร ปุญญพันธุ์,"คำอธิบาย ป.พ.พ.ลักษณะละเมิด",พิมพ์ครั้งที่ 5 สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, พ.ศ.2525 หน้า17.
[4] จิตติ ติงศภัทิย์,คำอธิบาย ป.พ.พ.เเพ่งเเละพาณิชย์ บรรพ2 มาตรา394 ถึงมาตรา452",พิพม์ครั้งที่4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,พ.ศ.2523 หน้า 180-181.
[5] จิตติ ติงศภัทิย์ม. อ้างเเล้วในเชิงอรรถที่ 4,หน้า 185.
[6] ไพจิตร ปุญญพันธุ์. อ้างเเล้วในเชิงอรรถที่ 3,หน้า 11-12.
[7] ไพจิตร ปุญญพันธุ์. อ้างเเล้วในเชิงอรรถที่ 1,หน้า 12.
[8] อาจารย์พจน์ ปุษปาคม,คำบรรยายประมวลกฏหมายเเพ่งเเละพานิชย์ ว่าด้วยละเมิด เเก้ไขเพิ่มเติม,
พิพม์ครั้งที่ 2 จัดพิมพ์โดยสำนักอบรมศึกษากฏหมายเเห่งเนติบัณฑิตยสภา,พ.ศ.2523 หน้า 61.
[9] จิตติ ติงศภัทิย์ม.อ้างเเล้วในเชิงอรรถที่ 4,หน้า 212.
[10] จิตติ ติงศภัทิย์ม.อ้างเเล้วในเชิงอรรถที่ 2,หน้า 492.
[11] ศักดิ์ สนองชาติ,"คำอธิบายโดยย่อ ป.พ.พ.ว่าด้วยละเมิด",พิมพ์ครั้งที่ 2 โรงพิมพ์เรือนเเก้วการพิมพ์,
พ.ศ.2527 หน้า 37.
_____________________________________________________________________
บรรณานุกรม
1.ดร.วารี นาสกุล,คำอธิบายกฏหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ลักษณะละเมิด จัดก่รงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้.,กรุงเทพฯ :
จิรรัชการพิมพ์,2554
2.อาจารย์บุญศรี กอบบุญ,อาจารย์ปิยะนุช โปตะวณิช เเละอาจารย์ปรียา วิศาลเวทย์,เอกสารการสอนชุดวิชากฏหมายเเพ่ง2 หนี้ ละเมิด.,:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2549
3.เอกสารการสอนชุดวิชา กฏหมายเเพ่ง2 หนี้ ละเมิด (ฉ.ปรับปรุงครั้งที่1).,:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2554
4.อาจารย์ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรันตน์,เอกสารประกอบการสอนวิชาละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้,2556
5.ศาสตราจารย์ไพจิตร ปุญญพันธุ์,คำอธิบายกฏหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ลักษณะละเมิด.,กรุงเทพฯ:
nitibannagarn,2548
6.ภัทรศักดิ์ วรรณเเสง,หลักกฎหมายละเมิด,,กรุงเทพฯ:บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด,2546.
7.ศาสตราจารย์ศักดิ์ สนองชาติ,คำอธิบายกฏหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด เเละ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่.,กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์นิติบัญนาการ,2540
_______________________________________________________________________